' It's just a pen and waste papers'
มันเริ่มจากห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือกองโต
เพียงไม่กี่เล่มเมื่อสี่ปีก่อนตอนย้ายมาใหม่ๆ
ก็เพิ่มขึ้นทีละเล่ม
ไม่ได้มีแนวที่ชอบ
ไม่มีนักเขียนที่ปลื้ม
ไม่เคยสมัครสมาชิกเล่มไหน
แต่มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองอย่างคือเรื่องที่สนใจใคร่รู้
ณ ตอนนั้น กับเงินในกระเป๋า
จากห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยแล้วแต่กิจกรรม
กลายเป็นที่จับจองกองหนังสือ
นับวันจะมีแต่ทางเดินที่แคบลง
เกิดคำถามที่ว่าเรารักหนังสือเหล่านี้จริงหรือ
ทำไมไม่ให้ใครหรือขายเป็น
used
bookไป
เคยทดสอบตัวเองแล้วไม่ผ่าน
บางครั้งออกอาการสะเทือนอารมณ์รัก
เช่น
ตัดใจยกนิตยสารสำหรับผู้หญิจำนวน12
เล่ม
ให้ร้านเสริมสวยร้านประจำ
โดยส่วนตัวคิดว่าเวลาเข้าร้านทำผม
ถึงแม้ว่าหัวเราจะยกให้ช่างทำผมแต่มือและสายตาเรายังว่างอยู่
ครั้นจะจ้องกระจกกดดันช่างทำก็ใช่ที่
ออกมาไม่เปะเดี๋ยวหงุดหงิดอีก
ตัดสินใจยกนิตยสารรายเดือนให้ทั้งปี
หวังว่าจะเป็นประโยชย์ต่อคนอื่น
ๆ เจ้าของร้านดีใจสุดซึ้ง
คาดว่าจะให้ลูกค้าได้อ่านเล่นฆ่าเวลา
ผ่านไปไม่กี่วันรูปนางแบบหน้าสวยในเล่ม
ถูกนำมาตัดแปะหน้าร้าน
เห็นแล้วสะเทือนอารมณ์ระดับเริ่มต้น
หน้ากระดาษที่ถูกตัด
แถมพอเปิดไปหน้าคอลัมน์สอนหญิง
'20ท่วงท่ามัดใจแฟนจากสิ่งใกล้ตัว'
หายไปเหลือแค่
3
ท่า
สะเทือนอารมณระดับคอมโบ้
:-(
(พึมพำกับตัวเองว่าจบสามท่าแล้วไงต่อ)
ทันทีที่เห็นตู้บริจาคหนังสือสำหรับน้องๆ
แล้วอารมณ์ประมาณว่าดี้ด้ารีบกลับบ้านคัดสรรหนังสือที่เหมาะกับเด็กๆ
อย่างหนังสืออ่านนอกเวลา
นิทาน การ์ตูน
แล้วรีบเอาไปหย่อนใส่ตู้บริจาคในวันถัดมา
ดีใจเป็นหนักหนาว่าน้องๆห่างไกลจะได้อ่านหนังสือดีๆมีประโยชน์กับเขาบ้าง
แต่แอบเห็นในตู้นั้นมีหนังสือประเภทปลุกใจหนุ่มๆแบบขนลุกสยิวอยู่เล่มนึง
ไม่แน่ใจว่าคนบริจาคต้องการสื่ออะไร
หรือแกล้งกวนประสาทเล่น
ผ่านไปหนึ่งเดือนมาแอบมองหนังสือตัวเองว่ายังไงต่อ
สองเดือนผ่าน สามเดือนผ่าน
มันยังอยู่ที่เดิม
(แต่หนังสือปลุกใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่หายไป)
อย่างงี้แล้วเมื่อไหรน้องจะได้อ่านหละ
สะเทือนอารมณ์อีกแล้วฉัน
แอบจิตเล็กๆ แต่ไม่ถึงกับกัดเล็บ
(แค่ขบฟันเท่านั้น)
ถามเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์
ได้คำตอบว่ายังไม่ถึงเวลา
พอถามว่าเมื่อไหร
นางตอบว่าตู้หายไปเมื่อไหรก็เมื่อนั้น
(คำตอบไม่ดีเท่าหน้าตาจริงไรจริง)
ถ้าจะขายให้ซาเล้งยิ่งไม่อยู่ในความคิด
เรื่องราวในหนังสือ
หรือบทความบางตอนน่าจะมีคนได้อ่านมากกว่าจะถูกชั่งกิโลขาย
แล้วถูกย่อยสะลายไปตามกระบวนการ
แต่ก็มีอยู่หลายครั้งเวลาขายขวดพลาติก
แทนที่จะได้เงินแต่กลับได้หนังสือมือสองมาแทน
เอ๊ะยังไง หนอนไปป่ะ?
'ใช่ฉันรักหนังสือของฉันทุกเล่ม'
วันนึงลุงซาเล้งโทรจากตู้ยามมาที่ห้อง
แกบอกมีของมาขาย ซื้อไหม
ฝนจะตกแล้วกลัวกลับร้านไม่ทัน
ของที่ว่ามันจะเปียกช่วยซื้อหน่อย
ไม่มีตังไม่เป็นไรติดไว้ได้
ไอ้เราก็ฟังไม่ค่อยทัน
ลุงๆเดี๋ยวก่อนอย่าพึงไปไกลบอกก่อนเอาอะไรมาขาย
ลุงบอกมาดูเองพูดไม่ถูก
(ลุงบิ้วอารมณ์)
เอาเงินมาด้วยห้าสิบบาทจะได้ไม่เสียเที่ยว
ปรากฏว่ามันคือกระดาษขนาดเอสี่
ที่มีเรื่องรักต่างแดนระหว่างคนสองคนคุยผ่านสไกป์
ฝ่ายชายคือคนนอร์เวเจี้ยนฝ่ายหญิงคือสาวไทย
ปริ้นออกมาหน้าเดียวทุกแผ่น
กี่แผ่นไม่แน่ใจ
แต่หนักประมาณสิบกว่ากิโลกรัม
ลุงว่าเสียดายกระดาษมันยังดีอยู่
ใช้ทำอะไรอีกหน้าได้
สรุปก็ซื้อมา
ไม่ได้เสียดายกระดาษ
หรืออยากช่วยลุง แต่อยากอ่านเรื่องของเขา การอยากรู้เรื่องของคนอื่นไม่ได้มีเป็นนิสัย
แต่วันนั้นอยากอ่านจริงๆ
แล้วก็อ่านจบภายในไม่ก็วัน
มันดันเกิดแรงบันดาลใจหรืออะไรเข้าสิงก็ไม่รู้
อยากจะเขียนเรื่องของตัวเองบ้าง โดยมีจำนวนแฟนคลับเป็นหนังสือกองโตให้กำลังใจอยู่ไกล้ๆ
เรื่องดีๆสักเรื่องอาจไม่ได้มาจากไดอารี่เล่มสวย
เพราะฉะนั้นไม่ต้องเพ้อฝันกับสิ่งสวยงามที่เราไม่มี
เราควรเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ก่อนจะดีกว่า
นั้นคือ
'เรื่องราวในหัว
ปากกาในมือ และกระดาษที่ว่างอีกด้าน'
ขอบคุณที่อ่านจนจบ
:-)